วันพุธที่ 17 กรกฏาคม 2019 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

 

จงวางใจในความรักของพระองค์

จงวางใจในความยิ่งใหญ่ของพระองค์

จงวางใจในเวลาของพระองค์...

เพราะพระองค์จะไม่ทรงละท่านไว้ในความทุกข์

 

บทอ่านประจำวันวันพุธที่ 17 กรกฏาคม 2019

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

https://youtu.be/5q3y4H5p5sk

 

https://youtu.be/DI9m4inNGdY

 

พระเจ้าดีต่อฉัน

http://youtu.be/_7VTjITn6_U

 

วันพุธที่ 17 กรกฏาคม 2019

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

อ่าน :

อพย 3:1-6,9-12

มธ 11:25-27

 

บ่อยครั้งที่ความรู้ สติปัญญา พาจิตใจมนุษย์ 

ให้เหินห่างจากพระเจ้า เพราะหลงชื่นชม

กับความสามารถของตนเอง โดยลืมไปว่า

ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงอยู่ด้วย เขาก็ว่างเปล่า

 

โมเสสเข้าหาพระเจ้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

แต่เมื่อท่านเปิดใจ สนทนา ฟังเสียงของพระเจ้า

เมื่อนั้นท่านกล้าที่จะ “ออกไป” ทำในสิ่งที่คิดว่าเกินกำลังของตน 

เพราะมั่นใจว่า พระเจ้าทรงอยู่กับท่าน

 

หมายเหตุ..

เปิดหนังสือ ก็จะได้ ความรู้

แต่ถ้าลองเปิดใจดู ก็จะได้ความรัก

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย...” (มธ 11:25-27)

 

ณ ที่ที่เรามีประสบการณ์กับพระเจ้า

จงถอดรองเท้า คือถอดความเป็นตัวเรา

ลืมตัวตนของเรา

และวางตนเองไว้ด้วยความสุภาพถ่อมตน

เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

เพราะแม้ความเขลาของพระเจ้า ก็ยังฉลาดกว่าปัญญาของมนุษย์

แม้ความความอ่อนแอของพระองค์ ก็ยังเข้มแข็งกว่ามนุษย์.

 

________________

 

คุณพ่อผู้ให้การอบรมท่านหนึ่งบอกผมว่า ชีวิตของเราแต่ละคน บางครั้งก็เหมือนกับภาชนะที่บรรจุน้ำได้ แต่หากน้ำเต็มอยู่ การเติมอะไรลงไปอีก ย่อมไม่เกิดประโยชน์ เว้นแต่จะทำให้เกิดความสูญเสียไปเท่านั้นเอง นั่นหมายถึงผู้ที่เข้ารับการอบรม หลายครั้ง เขาต้องทำตนเองให้ว่างเปล่า เพื่อผู้ให้การอบรมจะสามารถใส่สิ่งดีๆ ลงไปในชีวิตของเรา หรืออย่างน้อยก็เพียงมีที่ให้เพื่อการเติมเต็มสิ่งใดลงไปได้บ้าง เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่เป็นอยู่ แต่หากชีวิตของใครบางคนเปี่ยมล้นอยู่แล้ว การจะเติมอะไรลงไปนั้น ก็เป็นสิ่งที่ด้อยคุณค่าไป เพราะมันจะหกล้นออกมา และเกิดความสูญเสีย

 

ต่อพระพักตร์พระเจ้า วันนี้ โมเสสต้องเรียนรู้ที่จะถอดรองเท้าออก คือออกจากจุดที่เป็นจุดยืนของตนเอง (อพย 3:1-6, 9-12) เพื่อเข้าไปยืนอยู่ ณ ที่ประทับของพระเจ้าด้วยความสุภาพถ่อมตน แบบเป็นคนที่ว่างเปล่าไร้จุดยืน นอกจากยืนอยู่ ณ ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ คืออยู่ในพระองค์ และยอมให้พระองค์เติมเต็มชีวิตของเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า

 

วิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย จงถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด จงอย่าลืมพระคุณต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้... (สดด 103) คืออย่าลืมประวัติศาสตร์ อย่าลืมประสบการณ์ส่วนตัวที่แต่ละคนมีกับพระองค์ ต่อหน้าพระองค์ จำเป็นเหลือเกิน ที่เราแต่ละคนต้องเรียนรู้ที่จะออกจากจุดที่ตนเองยืนอยู่ และไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ เพื่อฟังพระองค์ เพราะแม้เราอาจจะบอกว่า พระเจ้าไม่รู้อะไร ฉันต้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิต แต่ แต่ แต่ แม้ความเขลาของพระผู้สร้าง ก็ยังชาญฉลาดกว่าสติปัญญาของมนุษย์ไม่ใช่หรือ

 

“ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย...” ผมเลือกพระวาจาตอนนี้ที่น่าประทับใจสำหรับผมในเช้าวันนี้ นำเอามาแบ่งปันกับพี่น้อง... เพราะพระวาจาตอนนี้ทำให้ผมมั่นใจจริงๆ ว่า ต่อหน้าพระเจ้า ผมขอเป็นคนเขลาเองแล้วกัน ผมขอทำตนเองให้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรนอกจากมีที่ทั้งหมดไว้เพื่อพระองค์ และนี่คือผู้เหมาะสมที่จะเข้าไปยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า

 

พี่น้องที่รักครับ การเป็นคริสตชน คือการเดินตาม และเรียนรู้จากพระคริสตเจ้า ยอมให้พระองค์เป็นพระอาจารย์ของเรา ยอมให้พระองค์อยู่เบื้องหน้าเรา ยอมที่จะออกจากจุดยืนของตนเอง และไปยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เพราะชีวิตที่เต็มอยู่เสมอ และไม่เคยมีที่ว่าง นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าไม่อาจจะเติมอะไรดีๆ ลงไปได้อีก เพราะมันจะล้นออกมา... ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตคริสตชน จึงต้องเป็นชีวิตที่ว่างเปล่าอยู่เสมอ ขอให้พระเจ้าทรงเติมสิ่งดีๆ ไว้ในชีวิตเรา เพื่อให้เราสามารถยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ได้ด้วยความสุภาพถ่อมตน แล้วเราจึงจะเป็นภาชนะที่บรรจุสิ่งล้ำค่าไว้ในชีวิตของเราได้

 

นะ นะ นะ พี่น้อง แม้เราอาจจะไม่ฉลาดในสายตาของโลกนัก ที่เรามุ่งมั่นเจริญชีวิตตามมาตรฐานของการเป็นคริสตชน แม้เราอาจจะอดตายอย่างที่โลกว่า หากเราโง่เขลาดำเนินชีวิตตามคำสอนที่สูงเหนือมาตรฐานของโลกนี้ แต่ความโง่เขลาของเรา จะได้รับการเต็มเติมด้วยปรีชาญาณของพระเจ้า เอาเถอะ แม้มันจะโง่เขาในสายตาของโลก แต่ก็ยังฉลาดกว่าปรีชาญาณของมนุษย์

 

ข้าแต่พระเจ้า ไม่เป็นไร แม้ลูกจะไม่รู้อะไรมากมายนัก ขอเพียงให้ลูกรู้พระประสงค์ของพระองค์และสามารถดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้นก็พอแล้ว... แม้ลูกจะว่างเปล่าและไม่มีอะไรในตัวตน แต่ลูกก็พร้อมที่จะให้พระองค์ทรงเติมสิ่งที่จำเป็นไว้ในชีวิตของลูก ลูกจะรักษาที่ในชีวิตของตนไว้ เพื่อพระองค์จะได้ทำให้เปี่ยมล้นด้วยการประทับอยู่ของพระองค์ และพระองค์ เท่านั้น... พอแล้ว

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันพุธที่ 17 กรกฏาคม 19 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน อพย 3:1-6,9-12 / มธ 11:25-27

พระเจ้าตรัสว่า “เด็กทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากบิดามารดาของตนจนกว่าพวกเขาจะบรรลุนิติภาวะ” การหาเลี้ยงครอบครัวเป็นงานศักดิ์สิทธิ์ การจัดหาสิ่งจำเป็นให้ครอบครัว แม้โดยทั่วไปจะเรียกร้องการใช้เวลาจากครอบครัว แต่สอดคล้องกับความเป็นบิดา—นี่คือแก่นหลักของการเป็นบิดาที่ดี “งานและครอบครัวเป็นความรับผิดชอบที่ทับซ้อนกัน” แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าชายคนหนึ่งจะเพิกเฉยต่อครอบครัวเพื่อทำแต่งาน หรือในอีกขั้วหนึ่ง ไม่พยายามทำงานและต้องการผลักหน้าที่รับผิดชอบของตนเองไปให้ผู้อื่น “ท่านจะไม่ปล่อยให้ลูกๆ ของท่านหิวโหย, หรือเปลือยเปล่า; ทั้งท่านจะไม่ปล่อยให้พวกเขาล่วงละเมิดกฎของพระผู้เป็นเจ้า, และต่อสู้และทะเลาะกัน, …“แต่ท่านจะสอนพวกเขาให้เดินในทางแห่งความจริงและความมีสติ; ท่านจะสอนให้พวกเขารักกัน, และรับใช้กัน”

พ่ออุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนเมื่อลูกยังเล็ก ลูกจะอุ้มพ่อบ้างในยามพ่อแก่ชราและพ่อจะอยู่ในใจของลูกจนวันสุดท้ายของชีวิต ลูกรักพ่อนะ...ลูกอยากขอบคุณพ่อที่เข้าใจสิ่งที่ลูกพูดเสมอ เข้าใจแม้ในสิ่งที่ลูกไม่ได้พูดและไม่คิดจะบอกพ่อเลย ขอบคุณนะครับพ่อ...ลูกเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่ารัก ก็ตอนพ่อพูดว่าพ่อภูมิใจในตัวลูก แม้ในตอนที่ลูกทำผิดพลาด ลูกรักพ่อครับ...เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครคนหนึ่งจะเป็นพ่อที่ยิ่งใหญ่ได้ ถ้าหากคนคนนั้นไม่เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ก่อน และพ่อ.. เป็นทั้งสอง ขอบคุณนะครับพ่อ...

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและบุตรที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระบิดาเจ้าและพระเยซูเจ้าเป็นอย่างดี ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกยินดีในความสัมพันธ์ และความเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาเจ้าสวรรค์ พระองค์ยังได้ตรัสอีกว่า พระบิดาเจ้าจะเผยแสดงสิ่งต่างๆแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย และบรรดาอัครสาวก คือ ผู้ต่ำต้อยในสายพระเนตรของพระบิดาเจ้า ไม่ใช่เพราะว่าพวกท่านมีอายุน้อย หรืออยู่ในวัยไร้เดียงสา แต่เพราะพวกท่านยินดีเปิดตัวเอง มีหัวใจที่สุภาพถ่อมตน และมีจิตใจที่พร้อมจะรับคำสั่งสอน จึงทำให้พวกท่านเริ่มเข้าใจว่า พระราชัยสวรรค์นั้นอยู่ใกล้แล้ว นั่นคืออยู่ในองค์พระเยซูเจ้า.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)